การเลี้ยงกระต่าย
วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2559
อุปกรณ์ในการเลี้ยงกระต่าย
| แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ แบบเลี้ยงในบ้าน และ แบบเลี้ยงนอกบ้าน | |
:: แบบเลี้ยงในบ้าน ::
การเลี้ยงในบ้านนั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือเลี้ยงแบบขังกรง และ แบบปล่อยอิสระ ควรดูเรื่องของพื้นที่ในบ้านเป็นหลักในการพิจารณาว่าควรเลี้ยงแบบขังกรงหรือแบบปล่อยอิสระ เนื่องจากกระต่ายเป็นสัตว์ฟันแทะที่กัดแทะทุกสิ่งที่ขวางหน้า การเลี้ยงแบบปล่อยอิสระเสี่ยงอย่างมากกับความเสียหายต่าง ๆ ของเฟอร์นิเจอร์ สายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ พรม อีกทั้งต้องดูเรื่องของความปล่อยภัยจากสิ่งสกปรกที่ตกอยู่ตามพื้นเมื่อปล่อยกระต่ายด้วย ดั้งนั้นการเลี้ยงด้วยวิธีขังกรงแล้วปล่อยวิ่งเล่นเป็นบางครั้งจะเป็นทางเลือกที่ดีและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นี้ได้ อีกทั้งยังทำให้กระต่ายฉี่หรือถ่ายเป็นที่เป็นทางอีกด้วย วิธีนี้จึงเป็นที่นิยมใช้เลี้ยงกระต่ายมากที่สุด
| |
| กรงชนิดที่ใช้เลี้ยงในบ้านนั้นควรเลือกกรงที่ดูแลง่าย วัสดุทำจากลวดหรือสแตนเลส ไม่ควรเลือกใช้วัสดุที่มีการหุ้มพลาสติก เพราะกระต่ายจะกัดแทะวัสดุจนอาจเกิดอันตรายต่อกระต่ายได้ ถาดรองควรเป็นพลาสติกแข็งเพื่อง่ายต่อการทำความสะอาด การเลี้ยงกระต่ายในบ้านนั้นจะต้องทำความสะอาดกรง ถาดรองทุก ๆ วัน | |
:: แบบเลี้ยงนอกบ้าน ::
กรงชนิดที่ใช้เลี้ยงนอกบ้านนั้นควรออกแบบให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศที่ใช้ตั้งกรง ไม่ควรโดนฝนสาด หรือโดนแสงแดดส่องโดยตรง กรงชนิดนี้อาจสั่งทำขึ้นเองเป็นกรงไม้เนื้อแข็ง หรือถ้าหากวางกรงไว้ในที่ที่มีหลังคาป้องกันฝนอย่างดีแล้วก็ไม่จำเป็น ใช้กรงแบบไม้ ใช้กรงสำหรับการเลี้ยงกระต่ายในบ้านตั้งแทนได้ แต่สิ่งที่ควรระวังคือ ฤดูหนาวอากาศจะหนาวเย็นกว่าฤดูร้อน ซึ่งการวางกรงไว้ในพื้นที่ที่มีลมโกรกอาจทำให้กระต่ายล้มป่วยได้
| |
:: กรงใช้สำหรับเคลื่อนย้ายกระต่าย ::
กรงชนิดนี้ใช้สำหรับการเคลื่อนย้ายกระต่ายเท่านั้นไม่เหมาะสมที่จะใช้เลี้ยงกระต่ายแบบถาวร ควรมีเตรียมไว้สำหรับกรณีต้องเคลื่อนย้ายกระต่ายทั้งในกรณีฉุกเฉินหรือเมื่อกระต่ายต้องเดินทาง
| |
๐ ขวดน้ำแบบแขวน ๐
กระต่ายจำเป็นต้องได้รับน้ำสะอาดทุก ๆ วัน ขวดน้ำแบบแขวนข้างกรงนี้เหมาะสำหรับใช้เลี้ยงกระต่าย เพราะดูแลทำความสะอาดได้ง่าย กระต่ายจะดูดน้ำจากฝาจุก ทำให้ไม่เลอะเทอะ หากคุณเลี้ยงกระต่ายสายพันธุ์ขนยาว นี่คืออุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ เพราะการให้น้ำกระต่ายด้วยภาชนะอื่น จะทำให้ขนของกระต่ายสัมผัสกับน้ำ แล้วขนพันกันทั่วทั้งตัวา
| |
๐ กระถางใส่อาหาร ๐
กระถางใส่อาหารเม็ด ควรเลือกวัสดุที่ทำจาก เซรามิค หรือ กระเบื้องดินเผา เพราะมีน้ำหนักค่อนข้างมาก กระต่ายจะไม่สามารถคว่ำกระถางอาหารเล่นได้
| |
๐ ที่แขวนหญ้าข้างกรง ๐
ใช้สำหรับแขวนหญ้าแห้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เศษหญ้าหล่นลงเปรอะเปื้อนฉี่กระต่ายใต้พื้นกรง และไม่หล่นเลอะเทอะไปทั่วกรง
| |
๐ รังคลอด ๐
รังคลอดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับแม่กระต่ายตั้งท้อง อาจสร้างขึ้นเองโดยใช้ไม้ โดยพื้นด้านล่างกรุด้วยตาข่ายช่องเล็ก ๆ เพื่อช่วยในการระบายอากาศ ฉี่และมูลของกระต่าย หากไม่สะดวกสามารถใช้ตะกร้าพลาสติกขนาดใหญ่กว่าแม่กระต่ายสักเล็กน้อย โดยทิ้งไว้ให้แม่กระต่ายทำรังคลอดก่อนกำหนดคลอดสัก 5 วันหรือประมาณวันที่ 25 ของการตั้งครรภ์
| |
๐ สายรัดอก ๐
ใช้สำหรับพากระต่ายไปเที่ยวนอกบ้าน สำคัญมากเมื่อคุณต้องพากระต่ายเดินทาง หรือพาไปเดินเล่นสวนสาธารณะ ควรเลือกแบบที่ใช้รัดอก ขนาดให้เหมาะสมกับรูปร่างของกระต่ายต้องไม่แน่นและไม่หลวมเกินไป กระชับพอดี
| |
๐ หวี-แปรง ๐
สำหรับการดูแลขนกระต่ายนั้นมีแปรงให้เลือกหลากหลาย กระต่ายขนสั้นต้องการการแปรงขนน้อยกว่ากระต่ายขนยาว การเลือกอุปกรณ์สำหรับแปรงขนกระต่ายควรเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะขนของกระต่ายเป็นหลัก วัสดุที่ทำจากพลาสติกจะไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนังกระต่าย
| |
๐ กรรไกรตัดเล็บ ๐
กระต่ายเป็นสัตว์ที่มีเล็บแหลมคม เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการอุ้ม ต้องหมั่นตัดเล็บกระต่ายอย่างสม่ำเสมอ ใช้กรรไกรตัดเล็บสำหรับสัตว์ขนาดเล็ก ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านเพทชอปทั่วไป
| |
๐ ของเล่นสำหรับกระต่าย ๐
ของเล่นสำหรับกระต่ายนั้นมีมากมาย โพรงกระต่ายก็เป็นสิ่งที่กระต่ายชอบมาก กระต่ายส่วนใหญ่จะใช้เวลามุดเล่นหรือเข้าไปนอนในโพรงไม้ที่เราอาจสร้างขึ้นได้เองอย่างง่าย ๆ กระต่ายจะได้ออกกำลังกระโดดขึ้น-ลงบนโพรงไม้อย่างสนุกสนาน แกนกระดาษทิชชู่ก็เป็นสิ่งที่สนุกสนานสำหรับกระต่ายรุ่นที่ซุกซน เศษไม้เก่า ๆ (ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 3 ปี) ก็สามารถทิ้งไว้ให้กระต่ายได้ใช้แทะเล่น แต่ต้องมั่นใจว่าสะอาดและปลอดภัยสำหรับกระต่าย
| |
วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2559
สายพันธุ์ของกระต่าย
กระต่ายจัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง
เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จัดอยู่ในตระกูล Leporidae มีลำตัวขนาดเล็ก ขนปุย หูยาว พบในหลายแห่งของโลก
กระต่ายมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ โดยสามารถใช้ขนาดเป็นเกณฑ์ในการจำแนก ได้แก่
กระต่ายแคระ กระต่ายขนาดเล็ก กระต่ายขนาดกลาง และกระต่ายขนาดใหญ่
กระต่ายที่นิยมเลี้ยงกันในประเทศไทยมีอยู่ไม่กี่พันธุ์ดังไปนี้
1. เนเธอร์แลนด์ดวอฟ Netherland Dwarf ในปี ค.ศ. 1948 หรือ พ.ศ. 2491 ถือได้ว่าเป็นยุคเริ่มต้น ของกระต่ายเนเธอร์แลนด์ดวอฟ เนื่องจากกระต่ายสายพันธุ์นี้ได้ถูกนำเข้าไปยังสหราชอาณาจักรอังกฤษ โดย นักพัฒนาสายพันธุ์กระต่าย และในปี ค.ศ. 1969 หรือ พ.ศ. 2512 กระต่ายสายพันธุ์นี้ ได้รับความนิยมใน สหรัฐ อเมริกา จนได้รับการยอมรับจากสมาคมนักพัฒนาพันธุ์กระต่ายแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ ARBA โดยมีการปรับปรุง ข้อกำหนด ของรายละเอียดมาตรฐานสายพันธุ์จาก ของสภากระต่ายแห่งสหราชอาณาจักรเพียงนิดหน่อยเท่านั้น น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ในอุดมคติคือ 0.9 กิโลกรัม กระต่ายสายพันธุ์ เนเธอร์แลนด์ดวอฟเป็นกระต่ายที่จัดได้ว่า มีสีให้เลือก ได้มาก ที่สุดในบรรดากระต่ายสายพันธุ์ต่างๆ ทั้งหมดที่มี คือ สามารถแบ่งได้ เป็น 5 กลุ่มสี และมีสีหรือลักษณะสีย่อยๆ อีกกว่า 24 สี สีตาม มาตรฐานที่สมาคมพัฒนาพันธุ์ กระต่ายแห่ง สหรัฐอเมริกา หรือ ARBA กำหนดให้มีการประกวด ในกระต่ายสายพันธุ์ เนเธอร์แลนด์ ดวอฟ มีกลุ่มสีถึง 5 กลุ่มสี คือ กลุ่มสีพื้น (Self Varieties) กลุ่มสีเฉด (Shaded Varieties) กลุ่มสีขนอะกูติ (Agouti Varieties) กลุ่มแทน หรือกลุ่มมีสร้อย (Tan Varieties) กลุ่มสร้อยทอง (Otter) กลุ่มสร้อยเงิน (Silver Marten) กลุ่มสร้อยนาค (Tans)สี ทองแดงสร้อยเงิน (Sable Marten) สีเทาควันบุหรี่สร้อยเงิน (Smoke Pearl Marten)
2. อเมริกันฟัซซี่ลอป American Fuzzy Lop ต้นกำเนิดของอเมริกันฟัซซี่ลอป มาจากการ ผ่าเหล่า ของฮอลแลนด์ลอป หรืออีกกระแสหนึ่งเล่าว่า กระต่ายสายพันธุ์นี้เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ ระหว่าง ฮอลแลนด์ลอปที่ลักษณะขน เป็นแบบอังโกร่า ในกลุ่มนักพัฒนา สายพันธุ์กระต่าย ทางฝากตะวันตก ของ สหรัฐอเมริกา จากนั้นก็ถูกขายไปยังฝั่งตะวันออก ลูกที่เกิดมาก็ยังมีขนที่ยาว เหมือนอังโกร่า เมื่อผสมลูกเหล่านี้ รุ่นหลาน ก็ยังปรากฏเป็นกระต่ายหูตกขนยาวอยู่ตลอดมา เป็นกระต่ายขนาดเล็ก (Compact Type) จัดอยู่ในกลุ่มกระต่ายแคระ มีลักษณะเด่นคือ มีหูตกสวยงามและมีขนที่ยาวสลวย ลักษณะ เด่นอื่นๆ ของสายพันธุ์กระต่ายหูตกอเมริกันฟัซซี่ลอป ก็คือ มีลำตัวสั้น กะทัดรัด หัวมีลักษณะกลม ขนาดใหญ่หนา และกว้างจากฐาน ของหูทั้งสองข้าง หูที่หนา และแบน หูยิ่งสั้นยิ่งถือว่ามีลักษณะที่ดี เพราะว่าเป็นการแสดงถึงลักษณะ ของกระต่ายแคระ หูจะต้องตก แนบข้างแก้ม หัวโตใหญ่ ต่อติดกับหัวไหล่ เหมือนไม่มีคอ หัวและหูปกคลุมด้วยขนธรรมดา ที่ไม่ใช่ขนยาว ขนที่หน้า สามารถตัดแต่ง ได้ตามความเหมาะสมและสวยงาม ขาหลังมีขนธรรมดา ฝ่าเท้าหนาและหนัก สายพันธุ์ที่ประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อ เมื่อเติบโตเต็มที่ แล้ว น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ในอุดมคติคือ 1.6 กิโลกรัม (สำหรับตัวผู้) และ 1.7 กิโลกรัม (ในตัวเมีย) กระต่ายสายพันธุ์ อเมริกันฟัซซี่ลอป มีกลุ่มสีถึง 6 กลุ่มสี ได้แก่ กลุ่มสีพื้น (Self Group) กลุ่มสีขนอะกูติ (Agouti Group)กลุ่มสีเฉด (Shaded Group)กลุ่มสีขาวมีแปดแต้ม (Pointed White Group) กลุ่มขาวลายแต้มสีต่างๆ (Broken Group) กลุ่มสีอื่นๆ (Wide Band Group
3. ฮอลแลนด์ ลอป Holland Lopเป็นการผสมพันธุ์กระต่ายเฟรนช์ลอป กับ กระต่ายเนเธอร์แลนด์ดวอฟ กระต่ายต้นแบบ ฮอลแลนด์ลอปได้ถือกำเนิดมาที่น้ำหนักประมาณ ถึง 3 กิโลกรัม ในเดือนมกราคมปี ค.ศ. 1964 หรือ พ.ศ. 2507 กระต่ายแคระหูตก ฮอลแลนด์ ก็ได้รับการรับรอง มาตรฐานสายพันธุ์ จากสภากระต่าย แห่งประเทศ เนเธอร์แลนด์ ที่น้ำหนักตัวน้อยกว่าสองกิโลกรัม กระต่ายสายพันธุ์ฮอลแลนด์ลอปจัดว่าเป็นกระต่ายกลุ่มหูตกที่มีขนาดเล็กที่สุด เพราะว่าเมื่อดูจากประวัติของสายพันธุ์ ก็มาจาก กระต่ายแคระเนเธอร์แลนด์ดวอฟกระต่ายสายพันธุ์นี้ มีลักษณะเด่นที่หัวกลมโต แลดูน่ารักเหมือนตุ๊กตา มีน้ำหนักน้อยและลำตัวสั้น ซึ่งแตกต่างจากกระต่ายโดยทั่วไป จึงทำให้เป็นกระต่ายที่เป็นที่นิยมเลี้ยงกันในขณะนี้ กระต่ายฮอลแลนด์ลอป มีสีมากมาย หลาก หลายสี จนสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มสีต่างๆ ได้มากถึง 7 กลุ่มสี ได้แก่ กลุ่มอะกูติ (Agouti) กลุ่มสีขาวแต้ม (Broken)กลุ่มสีขาว มีมาร์กกิ้งแปดแต้ม (Pointed White) กลุ่มสีพื้น (Self) กลุ่มสีเฉด (Shaded) กลุ่มสีพิเศษ (Ticked) และกลุ่มสีอื่นๆ (Wide Band)
4. กระต่ายพันธุ์ไลอ้อน-เฮด (Lion heads)เป็นกระต่ายพันธุ์ใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เหมือนกับเป็น พันธุ์ แฟนซี กล่าวกันว่าต้นกำเนิดอยู๋ ในประเทศเบลเยี่ยม ผู้เพาะพันธุ์กระต่าย พยายามเพาะกระต่ายพันธุ์ดวอร์ฟโค้ท ขนยาว (long Coated Dwarf) ซึ่งมีลักษณะแคระขนยาว โดยข้ามสายพันธุ์ระหว่างกระต่ายพันธุ์สวิส ฟอกซ์เล็ก ผสมกับ กระต่ายพันธุ์เบลเยี่ยมแคระ หรือ ในบางครั้งก็ผสมกับ วู๊ดดี้เจอร์ซี่ กระต่ายพันธุ์ไลอ้อน-เฮด (ซึ่งกลายเป็นสายพันธุ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ในการพยายามผสม ข้ามสาย พันธุ์ข้างต้น) ในที่สุดก็กลายเป็นสายพันธุ์ ที่ได้รับความนิยมมาก กว่ากระต่ายสายพันธุ์ดวอร์ฟโค้ทขนยาว
5. กระต่ายพันธุ์ แองโกล่า ( Angora Rabbit ) เป็นกระต่ายขนยาวที่สุดในโลก ขนมีลักษณะอ่อนนุ่ม กระต่ายแองโกล่าเป็นกระต่ายสายพันธุ์เก่าแก่ มีต้นกำเนิดมาจาก เมืองแองโกล่า ( Ankara ) ประเทศตรุกี ( Turkey ) เช่นเดียวกับ แมวแองโกล่า และแพะแองโกล่า กระต่ายพันธุ์นี้เป็นที่นิยมในประเทศฝรั่งเศลในยุคกลาง ปี ค.ศ.1700 และเข้ามาในอเมริกาประมาณปี 1900 กระต่ายแองโกล่าแบ่งออกได้เป็น 5 สายพันธุ์ เป็นกระต่ายพันธุ์ขน ชื่อพันธุ์ได้มาจากเมืองแองโกล่า ในตุรกี ขนสีขาวฟูประมาณ 2-3 นิ้ว นิยมตัดมาประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย สามารถตัดขนได้ปีละ 4 ครั้ง ให้ขนเฉลี่ยปีละ 600-1750 กรัม โตเต็มที่หนัก 2.4-3.8 กิโลกรัม
6.กระต่ายพันธุ์ เท็ดดี้ แบร์ (Teddy Bear )Teddy หรือ Teddy Bear เป็นกระต่ายที่เป็นลูกผสมเช่นกัน และได้พัฒนาสายพันธุ์กันมาต่อจาก เจอรี่ วู๊ดดี้ จนค่อนข้างนิ่งในเมืองไทย กระต่ายพันธุ์นี้ จะนิยมเลี้ยงกันมาก เพราะว่า รูปร่างน่ารัก ตัวจะกลมฟู ขนจะฟูยาวประมาณ 4-5 นิ้ว
7.กระต่ายพันธุ์ วู๊ดดี้ ทอย(woody toy)วู๊ดดี้ ทอย (Woody Toy)อ่านชื่อแล้วเพื่อนๆ อาจจะเกิดอาการมึน เล็กน้อย อันที่จริงแล้ว Woody Toy ชื่อฟังดูมีคำว่า วู๊ดดี้ เหมือนกัน ก็น่าจะคล้ายกับ เจอรี่ วู๊ดดี้ แต่ไม่ใช่ กระต่ายพันธุ์วูดดี้ ทอย นี้จะคล้ายกับ Teddy Bear มากกว่า เพราะว่า พัฒนาสายพันธุ์ต่อจาก Teddy Bear โดยทำให้มีขนาดเล็กลงไปอีก มองแล้วคล้ายกับเอา Teddy Bear มาหดให้เล็กลง เพราะว่า หน้าตาคล้ายกับ Teddy Bear เลย ลักษณะคือ หน้าตาจะเหมือน Teddy Bear เลย แต่หูจะสั้นกว่า มองเห็นคล้าย รูปสามเหลี่ยมด้านเท่า และเมื่อโตเต็มที่แล้วตัวจะเล็กกว่า Teddy Bear
8.กระต่ายพันธุ์ มินิเร็กซ์ (Minirex) มีมากมายหลายเฉดสี เช่น blue, californian, castor, chinchilla, lynx, opal, red, seal, tortoise, white and broken group.ขนาด 1.4- 2 กิโลกรัม เป็นสายพันธ์ที่ได้รับการยอมรับ รับเข้า ARBA เมื่อปี 1988 กระต่าย สายพันธุ์ มินิเร็กซ์ เป็นกระต่ายที่มีโครงสร้างสมดุลและได้สัดส่วน ร่างกายของมันกะทัดรัด มีความกว้างสมดุลกับความยาว ช่วงไหล่ ลำตัว และบั้นท้าย ทุกอย่างพัฒนามาอย่างดี หัวไหลแคบกว่าบั้นท้่้ายเล็กน้อย ทำให้ตัวค่อยๆ เรียวลง หัวของตัวเมีย ค่อยข้างเรียบ กว่า หัวของตัวผู้ ขนในอุดมคติต้องยาว 1.6 ซม. ขนควรตรงและเป็นมัน มีการ์ดแฮร์จำนวนมาก ขนชั้นนอก ให้ความรู้สึกนุ่ม และสปริงตัว
9.กระต่ายพันธุ์นิวซีแลนด์ไวท์ (Newzealand White) เป็นกระต่ายที่นิยมเลี้ยงกันแพร่หลายที่สุด มีขนสีขาวตลอดตัว ตาสีแดงหน้าสั้น มีสะโพกใหญ่ ไหล่กว้าง ส่วนหลังและสีข้างใหญ่ เนื้อเต็ม ให้ลูกดกเลี้ยงลูกเก่ง เมื่อโตเต็มที่ ตัวผู้หนัก 4.1-5.0 กิโลกรัม ตัวเมียหนัก 4.5-5.5 กิโลกรัม
10.กระต่ายพันธุ์ เฟลมมิชไจแอนท์ Flemish Giant สายพันธุ์ Flemish Giant ว่ากันว่ามีต้นกำเนิดมาจาก ประเทศเบลเยี่ยม กระต่ายพันธ์ เฟลมมิชไจแอ้นท์ จะมีลำตัวใหญ่ยาวแต่สมส่วนและไม่ อ้วน ใบหูคือลักษณะที่สำคัญ ของเจ้าเฟลมมิชไจแอ้นท์ หูของมันจะตั้ง โคนหูหนาและแข็ง ตามปกติหูจะมีความยาว 6 นิ้ว ( 15 เซนติเมตร ครึ่งไม้บรรทัดนั่นเอง) ตัวเมียอาจจะมีเหนียงหนานุ่มขนาดใหญ ่Flemish Giant จัดอยู่ในกระต่ายสายพันธุ์ยักษ์ น้ำหนักอยู่ที่ 5.9 กิโลกรัม หรือมากกว่า ซึ่งสีที่สามารถหาได้ เช่น สีดำ โอปอ ส้ม บูล ขาว ฯลฯ
11.กระต่ายพันธุ์ คาลิฟอร์เนีย (Californian Breed) เป็นกระต่ายสีขาว มีสีดำหรือเทาที่บริเวณใบหู จมูกเท้า ปลายเท้า และปลายหาง ตาสีชมพู เป็นกระต่ายขนาดกลางโตเต็มที่หนัก 3.5-4.5 กิโลกรัม แคลิฟอร์เนียสายพันธุ์ของกระต่ายในประเทศ ได้รับการพัฒนา ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1920 โดยจอร์จเวสต์ กระต่ายแคลิฟอร์เนียเป็นสายพันธ์การผลิตเนื้อสัตว์ เป็นที่นิยมอันดับสองมากที่สุดในโลก คุณภาพขนสัตว์จะช่วยให้กระต่ายนี้ยังจะจัดว่าเป็นสายพันธุ์แฟนซี
2. อเมริกันฟัซซี่ลอป American Fuzzy Lop ต้นกำเนิดของอเมริกันฟัซซี่ลอป มาจากการ ผ่าเหล่า ของฮอลแลนด์ลอป หรืออีกกระแสหนึ่งเล่าว่า กระต่ายสายพันธุ์นี้เกิดจากการผสมข้ามพันธุ์ ระหว่าง ฮอลแลนด์ลอปที่ลักษณะขน เป็นแบบอังโกร่า ในกลุ่มนักพัฒนา สายพันธุ์กระต่าย ทางฝากตะวันตก ของ สหรัฐอเมริกา จากนั้นก็ถูกขายไปยังฝั่งตะวันออก ลูกที่เกิดมาก็ยังมีขนที่ยาว เหมือนอังโกร่า เมื่อผสมลูกเหล่านี้ รุ่นหลาน ก็ยังปรากฏเป็นกระต่ายหูตกขนยาวอยู่ตลอดมา เป็นกระต่ายขนาดเล็ก (Compact Type) จัดอยู่ในกลุ่มกระต่ายแคระ มีลักษณะเด่นคือ มีหูตกสวยงามและมีขนที่ยาวสลวย ลักษณะ เด่นอื่นๆ ของสายพันธุ์กระต่ายหูตกอเมริกันฟัซซี่ลอป ก็คือ มีลำตัวสั้น กะทัดรัด หัวมีลักษณะกลม ขนาดใหญ่หนา และกว้างจากฐาน ของหูทั้งสองข้าง หูที่หนา และแบน หูยิ่งสั้นยิ่งถือว่ามีลักษณะที่ดี เพราะว่าเป็นการแสดงถึงลักษณะ ของกระต่ายแคระ หูจะต้องตก แนบข้างแก้ม หัวโตใหญ่ ต่อติดกับหัวไหล่ เหมือนไม่มีคอ หัวและหูปกคลุมด้วยขนธรรมดา ที่ไม่ใช่ขนยาว ขนที่หน้า สามารถตัดแต่ง ได้ตามความเหมาะสมและสวยงาม ขาหลังมีขนธรรมดา ฝ่าเท้าหนาและหนัก สายพันธุ์ที่ประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อ เมื่อเติบโตเต็มที่ แล้ว น้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ในอุดมคติคือ 1.6 กิโลกรัม (สำหรับตัวผู้) และ 1.7 กิโลกรัม (ในตัวเมีย) กระต่ายสายพันธุ์ อเมริกันฟัซซี่ลอป มีกลุ่มสีถึง 6 กลุ่มสี ได้แก่ กลุ่มสีพื้น (Self Group) กลุ่มสีขนอะกูติ (Agouti Group)กลุ่มสีเฉด (Shaded Group)กลุ่มสีขาวมีแปดแต้ม (Pointed White Group) กลุ่มขาวลายแต้มสีต่างๆ (Broken Group) กลุ่มสีอื่นๆ (Wide Band Group
3. ฮอลแลนด์ ลอป Holland Lopเป็นการผสมพันธุ์กระต่ายเฟรนช์ลอป กับ กระต่ายเนเธอร์แลนด์ดวอฟ กระต่ายต้นแบบ ฮอลแลนด์ลอปได้ถือกำเนิดมาที่น้ำหนักประมาณ ถึง 3 กิโลกรัม ในเดือนมกราคมปี ค.ศ. 1964 หรือ พ.ศ. 2507 กระต่ายแคระหูตก ฮอลแลนด์ ก็ได้รับการรับรอง มาตรฐานสายพันธุ์ จากสภากระต่าย แห่งประเทศ เนเธอร์แลนด์ ที่น้ำหนักตัวน้อยกว่าสองกิโลกรัม กระต่ายสายพันธุ์ฮอลแลนด์ลอปจัดว่าเป็นกระต่ายกลุ่มหูตกที่มีขนาดเล็กที่สุด เพราะว่าเมื่อดูจากประวัติของสายพันธุ์ ก็มาจาก กระต่ายแคระเนเธอร์แลนด์ดวอฟกระต่ายสายพันธุ์นี้ มีลักษณะเด่นที่หัวกลมโต แลดูน่ารักเหมือนตุ๊กตา มีน้ำหนักน้อยและลำตัวสั้น ซึ่งแตกต่างจากกระต่ายโดยทั่วไป จึงทำให้เป็นกระต่ายที่เป็นที่นิยมเลี้ยงกันในขณะนี้ กระต่ายฮอลแลนด์ลอป มีสีมากมาย หลาก หลายสี จนสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มสีต่างๆ ได้มากถึง 7 กลุ่มสี ได้แก่ กลุ่มอะกูติ (Agouti) กลุ่มสีขาวแต้ม (Broken)กลุ่มสีขาว มีมาร์กกิ้งแปดแต้ม (Pointed White) กลุ่มสีพื้น (Self) กลุ่มสีเฉด (Shaded) กลุ่มสีพิเศษ (Ticked) และกลุ่มสีอื่นๆ (Wide Band)
4. กระต่ายพันธุ์ไลอ้อน-เฮด (Lion heads)เป็นกระต่ายพันธุ์ใหม่ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เหมือนกับเป็น พันธุ์ แฟนซี กล่าวกันว่าต้นกำเนิดอยู๋ ในประเทศเบลเยี่ยม ผู้เพาะพันธุ์กระต่าย พยายามเพาะกระต่ายพันธุ์ดวอร์ฟโค้ท ขนยาว (long Coated Dwarf) ซึ่งมีลักษณะแคระขนยาว โดยข้ามสายพันธุ์ระหว่างกระต่ายพันธุ์สวิส ฟอกซ์เล็ก ผสมกับ กระต่ายพันธุ์เบลเยี่ยมแคระ หรือ ในบางครั้งก็ผสมกับ วู๊ดดี้เจอร์ซี่ กระต่ายพันธุ์ไลอ้อน-เฮด (ซึ่งกลายเป็นสายพันธุ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ในการพยายามผสม ข้ามสาย พันธุ์ข้างต้น) ในที่สุดก็กลายเป็นสายพันธุ์ ที่ได้รับความนิยมมาก กว่ากระต่ายสายพันธุ์ดวอร์ฟโค้ทขนยาว
5. กระต่ายพันธุ์ แองโกล่า ( Angora Rabbit ) เป็นกระต่ายขนยาวที่สุดในโลก ขนมีลักษณะอ่อนนุ่ม กระต่ายแองโกล่าเป็นกระต่ายสายพันธุ์เก่าแก่ มีต้นกำเนิดมาจาก เมืองแองโกล่า ( Ankara ) ประเทศตรุกี ( Turkey ) เช่นเดียวกับ แมวแองโกล่า และแพะแองโกล่า กระต่ายพันธุ์นี้เป็นที่นิยมในประเทศฝรั่งเศลในยุคกลาง ปี ค.ศ.1700 และเข้ามาในอเมริกาประมาณปี 1900 กระต่ายแองโกล่าแบ่งออกได้เป็น 5 สายพันธุ์ เป็นกระต่ายพันธุ์ขน ชื่อพันธุ์ได้มาจากเมืองแองโกล่า ในตุรกี ขนสีขาวฟูประมาณ 2-3 นิ้ว นิยมตัดมาประดิษฐ์เครื่องแต่งกาย สามารถตัดขนได้ปีละ 4 ครั้ง ให้ขนเฉลี่ยปีละ 600-1750 กรัม โตเต็มที่หนัก 2.4-3.8 กิโลกรัม
6.กระต่ายพันธุ์ เท็ดดี้ แบร์ (Teddy Bear )Teddy หรือ Teddy Bear เป็นกระต่ายที่เป็นลูกผสมเช่นกัน และได้พัฒนาสายพันธุ์กันมาต่อจาก เจอรี่ วู๊ดดี้ จนค่อนข้างนิ่งในเมืองไทย กระต่ายพันธุ์นี้ จะนิยมเลี้ยงกันมาก เพราะว่า รูปร่างน่ารัก ตัวจะกลมฟู ขนจะฟูยาวประมาณ 4-5 นิ้ว
7.กระต่ายพันธุ์ วู๊ดดี้ ทอย(woody toy)วู๊ดดี้ ทอย (Woody Toy)อ่านชื่อแล้วเพื่อนๆ อาจจะเกิดอาการมึน เล็กน้อย อันที่จริงแล้ว Woody Toy ชื่อฟังดูมีคำว่า วู๊ดดี้ เหมือนกัน ก็น่าจะคล้ายกับ เจอรี่ วู๊ดดี้ แต่ไม่ใช่ กระต่ายพันธุ์วูดดี้ ทอย นี้จะคล้ายกับ Teddy Bear มากกว่า เพราะว่า พัฒนาสายพันธุ์ต่อจาก Teddy Bear โดยทำให้มีขนาดเล็กลงไปอีก มองแล้วคล้ายกับเอา Teddy Bear มาหดให้เล็กลง เพราะว่า หน้าตาคล้ายกับ Teddy Bear เลย ลักษณะคือ หน้าตาจะเหมือน Teddy Bear เลย แต่หูจะสั้นกว่า มองเห็นคล้าย รูปสามเหลี่ยมด้านเท่า และเมื่อโตเต็มที่แล้วตัวจะเล็กกว่า Teddy Bear
8.กระต่ายพันธุ์ มินิเร็กซ์ (Minirex) มีมากมายหลายเฉดสี เช่น blue, californian, castor, chinchilla, lynx, opal, red, seal, tortoise, white and broken group.ขนาด 1.4- 2 กิโลกรัม เป็นสายพันธ์ที่ได้รับการยอมรับ รับเข้า ARBA เมื่อปี 1988 กระต่าย สายพันธุ์ มินิเร็กซ์ เป็นกระต่ายที่มีโครงสร้างสมดุลและได้สัดส่วน ร่างกายของมันกะทัดรัด มีความกว้างสมดุลกับความยาว ช่วงไหล่ ลำตัว และบั้นท้าย ทุกอย่างพัฒนามาอย่างดี หัวไหลแคบกว่าบั้นท้่้ายเล็กน้อย ทำให้ตัวค่อยๆ เรียวลง หัวของตัวเมีย ค่อยข้างเรียบ กว่า หัวของตัวผู้ ขนในอุดมคติต้องยาว 1.6 ซม. ขนควรตรงและเป็นมัน มีการ์ดแฮร์จำนวนมาก ขนชั้นนอก ให้ความรู้สึกนุ่ม และสปริงตัว
9.กระต่ายพันธุ์นิวซีแลนด์ไวท์ (Newzealand White) เป็นกระต่ายที่นิยมเลี้ยงกันแพร่หลายที่สุด มีขนสีขาวตลอดตัว ตาสีแดงหน้าสั้น มีสะโพกใหญ่ ไหล่กว้าง ส่วนหลังและสีข้างใหญ่ เนื้อเต็ม ให้ลูกดกเลี้ยงลูกเก่ง เมื่อโตเต็มที่ ตัวผู้หนัก 4.1-5.0 กิโลกรัม ตัวเมียหนัก 4.5-5.5 กิโลกรัม
10.กระต่ายพันธุ์ เฟลมมิชไจแอนท์ Flemish Giant สายพันธุ์ Flemish Giant ว่ากันว่ามีต้นกำเนิดมาจาก ประเทศเบลเยี่ยม กระต่ายพันธ์ เฟลมมิชไจแอ้นท์ จะมีลำตัวใหญ่ยาวแต่สมส่วนและไม่ อ้วน ใบหูคือลักษณะที่สำคัญ ของเจ้าเฟลมมิชไจแอ้นท์ หูของมันจะตั้ง โคนหูหนาและแข็ง ตามปกติหูจะมีความยาว 6 นิ้ว ( 15 เซนติเมตร ครึ่งไม้บรรทัดนั่นเอง) ตัวเมียอาจจะมีเหนียงหนานุ่มขนาดใหญ ่Flemish Giant จัดอยู่ในกระต่ายสายพันธุ์ยักษ์ น้ำหนักอยู่ที่ 5.9 กิโลกรัม หรือมากกว่า ซึ่งสีที่สามารถหาได้ เช่น สีดำ โอปอ ส้ม บูล ขาว ฯลฯ
11.กระต่ายพันธุ์ คาลิฟอร์เนีย (Californian Breed) เป็นกระต่ายสีขาว มีสีดำหรือเทาที่บริเวณใบหู จมูกเท้า ปลายเท้า และปลายหาง ตาสีชมพู เป็นกระต่ายขนาดกลางโตเต็มที่หนัก 3.5-4.5 กิโลกรัม แคลิฟอร์เนียสายพันธุ์ของกระต่ายในประเทศ ได้รับการพัฒนา ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1920 โดยจอร์จเวสต์ กระต่ายแคลิฟอร์เนียเป็นสายพันธ์การผลิตเนื้อสัตว์ เป็นที่นิยมอันดับสองมากที่สุดในโลก คุณภาพขนสัตว์จะช่วยให้กระต่ายนี้ยังจะจัดว่าเป็นสายพันธุ์แฟนซี
วิธีจับกระต่าย
กระต่ายเป็นสัตว์ที่ตกใจง่าย ดังนั้นการจับกระต่ายจะต้องทำด้วยความนุ่มนวลและ
ถูกวิธีเพื่อความปลอดภัยของตัวกระต่ายและตัวผู้จับด้วย
ไม่ควรจับกระต่ายโดยการหิ้วหู เพราะจะทำให้กระต่ายเจ็บปวด และอาจเป็นสาเหตุทำให้กระต่ายหูตกได้
การจับกระต่ายที่ถูกวิธีมีดังนี้
1. ลูกกระต่าย ใช้มือที่ถนัดจับหนังบริเวณสะโพกให้มั่นคง แล้วยกขึ้นตรงๆ
2. กระต่ายขนาดกลาง ใช้มือขวา (หรือมือที่ถนัด) จับหนังเหนือไหล่ให้มั่นคง
อาจรวบหูมาด้วยก็ได้ มือซ้ายรองใต้ก้นให้ด้านหน้าของกระต่ายหันออกนอกตัวผู้จับ
3. กระต่ายใหญ่ ใช้มือขวาจับแบบวิธีที่ 2
แล้วยกอ้อมขึ้นมาทางช้ายมือใช้แขนช้าย
หนีบให้แนบชิดลำตัวโดยใช้มือซ้ายช่วยประคองก้น
ให้หน้ากระต่ายหันไปทางหลังของผู้จับ และขากระต่ายชี้ออกนอกตัวผู้จับ
อาหารกระต่าย
อาหารมีความส่าคัญต่อการเลี้ยงกระต่ายอย่างยิ่งเพราะต้นทุนในการเลี้ยงกระะต่าย
มากกว่าครึ่งหนึ่งใช้เป็นค่าอาหาร การที่จะเลี้ยงกระต่ายให้เติบโตเร็ว
มีสุขภาพดีและให้ ผลผลิตสูงจำเป็นจะต้องเลี้ยงด้วยอาหารที่เหมาะสม
และมีปริมาณเพียงพอกับความต้องการของกระต่าย อาหารที่ใช้เลี้ยงกระต่ายแบ่งได้เป็น 3 ประเภทดังนี้
1. อาหารหยาบ (Roughage)
หมายถึงอาหารที่มีโภชนะย่อยได้ต่ำ
มีเยี่อใยสูง ซึ่งหมายถึงอาหารที่กินเข้าไป และเหลือกากขับถ่ายออกมาเป็นของเสียมาก
ส่วนใหญ่ได้มาจากลำต้น และใบของพืช ตระกูลหญ้า และพืชตระกูลถั่ว เช่น หญ้าเนเปียร์
หญ้าขน หญ้ากินนี กระถิน ถั่วเหลือง ถั่วลิสง ถั่วชีราโต ถั่วไกลซีน
ถั่วเทาสวิลสไลโล เป็นต้น หรืออาจจะใช้ต้น พืชผักชนิดต่างๆ เช่น ผักบุ้ง ผักโขม
ผักกาด คะน้า กะหล่ำปลี แครอท ผักกาดหอม หัวผักกาด มันเทศ มันแกว ฯลฯ
เลี้ยงกระต่ายก็ได้
อาหารหยาบประเภทใบพืช
ผัก หญ้า ควรให้กินเต็มที่ กระต่ายชอบหญ้าสด ผักสด มากกว่าตากแห้ง
แต่หญ้าแห้งก็อาจใช้ได้ แต่ควรเป็นหญ้าที่อยู่ในระยะยังอ่อน ตากแห้งสะอาดไม่มีรา
ไม่สกปรก ไม่มียาฆ่าแมลง ดวรหั่นเป็นท่อน ๆให้ยาวพอควร
2.
อาหารข้น (Concentrate)
แม้ว่ากระต่ายจะสามารถยังชีพและขยายพันธุ์ตามปกติธรรมชาติ
โดยอาศัย อาหารประเภทต้นหญ้า ใบพืชได้ก็ตาม แต่หากเราต้องการให้มันเจริญเติบโต
ให้ผลิตผลเร็ว ให้เนื้อมาก ให้ขยายพันธุ์มีลูกดก ได้ลูกปีละหลายตัว
เราจะต้องเลี้ยงดูให้ดี โดยมีอาหารข้น (Concentrates) เพิ่มเสริมให้ด้วย
อาหารขันนี้เป็นอาหารที่มีโภชนะย่อยได้สูง มีเยื่อใยต่ำ ย่อยง่าย
ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มคือ
อาหารที่เป็นแหล่งพลังงาน คืออาหารที่มีแป้ง
และน้ำตาล (คาร์ไบ ไฮเดรต) หรือไขมันสูง ได้แก่ รำ ปลายข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง
มันเสน และไขมัน จากพืชหรือสัตว์
อาหารที่เป็นแหล่งโปรตีน ได้แก่ นมผง ปลาป่น
กากถั่วเหลือง กากถั่วลิสง และใบกระถินป่น
ส่าหรับอาหารข้นควรเสริมให้กินในตอนบ่าย
กระต่ายที่ไม่ได้เสริมด้ยอาหารข้น ควรมีแร่ธาตุประกอบด้วย เกลือ กระดูกป่น
และเปลือกหอยบดอย่างละเท่า ๆ กัน ผสมให้เข้ากัน ตั้งให้กินตามชอบ อาหารป่นที่แห้งอาจผสมน้ำเล็กน้อยพอชื้น
เพื่อสะดวกใน การกินและจะช่วยมิให้ร่วงหล่นเสียหาย
3.
อาหารส่าเร็จรูป
(Complete feed)
เกิดจากการนำอาหารข้นและอาหารหยาบมารวมกันในอัตราส่วนที่เหมาะสม
มีสภาพเป็นผงหรืออัดเป็นเม็ด นำมาใช้เลี้ยงกระต่ายได้สะดวก
กระต่ายที่เลี้ยงด้วยอาหาร
สำเร็จรูปเพียงอย่างเดียวในปริมาณที่เพียงพอจะสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
แต่ในการ เลี่ยงโดยทั่วไปนิยมเสริมหญ้าสด
เพื่อลดต้นทุนและควรให้หญ้าหลังจากที่กระต่ายกินอาหาร สำเร็จรูปในปริมาณมากพอสมควร
เพื่อให้กระต่ายได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ
โรคของกระต่าย
1.
พาสเจอร์เรลโลลิส (Pasturellosis) เป็นโรคที่พบบ่อยและเป็นปัญหาที่สำคัญในกระต่าย
โรคนี้มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ พาสเจอเรลลา มัลโตซิดา (Pasturella
multocida) ซี่งทำให้กระต่ายป่วยและมีอาการแตกต่างกันตามอวัยวะที่ติดเชื้อดังนี้
หวัด กระต่ายจะจามบ่อย ๆ
มีน้ำมูกไหลออกจากช่องจมูก หายใจไม่สะดวก
จมูกและเท้าหน้าจะเปียกชุ่มและมีน้ำมูกตดเนื่องจากกระต่ายใช้เท้าหน้าเช็ดจมูก
รักษาโดย ให้ยากิน เช่น เพนนิวิลลิน วี (Penicillin V ) หรือถ้าไม่แน่ใจให้รีบนำไปปริกษาสัตวแพทย์
ปอดบวม มักเกิดจากการเป็นหวัดแล้วลุกลามเข้าสู่ปอด
กระต่ายจะหายใจ ลำบาก หอบ และอาจหายใจด้วยท้อง ริมฝีปากและเปลือกตาจะมีสีคล้ำ
ในระยะแรกจะมีไข้สูง เบื่ออาหารและนอนหมอบนิ่ง
ลูกกระต่ายถ้าเป็นโรคนี้ส่วนใหญ่จะตาย สำหรับกระต่ายใหญ่จะมี โอกาสรอดเพียง 75 % ดังนั้นถ้าพบอาการเช่นนี้ในกระต่ายควรรีบนำกระต่ายไปพบ
สัตวแพทย์ทันที
ตาอักเสบ มักเกิดหลังจากที่กระต่ายเป็นหวัด
เนื้องจากกระต่ายชอบใช้เท้าหน้า เช็ดจมูก ทำให้เชื้อโรคจากจมูกเข้าสู่ตาได้ง่าย
อาการเริ่มแรกคือหนังตาและตาขาว อักเสบ บวมแดง บางครั้งมีหนอง
ส่วนแก้วตาจะอักเสบและขุ่นขาว ถ้าไม่รีบรักษาอาจทำให้ตาบอดได้ การรักษา
ล้างตาให้สะอาดโดยใช้น้ำเกลืออ่อนๆ (0.85%) หรือน้ำยาล้างตา แล้วใช้ยาปฎิชีวนะในรูปครีม
หรือใช้ยาหยอดตาของคนทาจนกว่าจะหาย
อัณฑะอักเสบ เกิดจากติดเชื้อที่อัณฑะ
ทำให้ลูกอัณฑะขยายใหญ่ และมีหนองเมื่อ จับที่อัณฑะจะรู้สึกร้อนกว่าปกติ
การอักเสบมักลุกลามไปทื่อวัยวะเพศ ทำให้สามารถติดต่อได้ โดยการผสมพันธุ์
การรักษามักไม่ได้ผลจึงควรคัดทิ้ง
มดลูกอักเสบ เกิดจากการติดเชื้อหลังคลอดลูกหรือจากการผสมพันธุ์
ผนังมดลูกจะเกิดการอักเสบ มีหนองภายในโพรงมดลูกและอาจพบหนองถูกขับออกมาทาง
อวัยวะเพศ มักมีไข้สูง เมื้อคลำตรวจจะพบว่ามดลูกขยายใหญ่ การรักษาทำได้ยากมากและ
กระต่ายมักจะเป็นหมันจึงควรคัดทิ้ง
2. สแตฟฟิลโลคอคโคซีส (Staphylococcosis) โรคนี้มีสาเหตุจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ
สแตฟฟิลโลคอคคัส ออเรียล (Staphylococcus aureus) ทำให้กระต่ายป่วยและมีอาการดังนี้
ฝีหนองใต้ผิวหนัง เกิดจากการติดเชื้อที่ผิวหนัง
ทำให้เป็นหนองซึ่งมีเปลือกหุ้ม
เมื่อฝีสุกเปลือกฝีส่วนหนึ่งจะบางลงและแตกออกมีหนองไหลออกมา การรักษา
ต้องรอให้ฝีสุกและเจาะเอาหนองออก ขูดเปลือกฝีด้านในให้สะอาด
แล้วทาด้วยทิงเจอร์ไอโอดีน
เต้านมอักเสบ เต้านมจะร้อน บวมแดง
มีไข้ กระต่ายตัวที่เป็นอย่างรุนแรง เต้านม จะมีสีคล้ำ เย็น และแข็ง
ถ้าพบอาการเช่นนี้ควรคัดทิ้งหรือถ้าญม่แน่ใจควรรีบปริกษาสัตวแพทย์
ข้ออักเสบ เกิดจากมีบาดแผลที่ผิวหนังบริเวณฝ่าเท้าแล้วเชื้อโรคลุกลามเข้าสู่
ข้อเท้าทำให้ข้อบวมแดง เจ็บปวด กระต่ายอาจมีไข้และมักพบบาดแผลที่ฝ่าเท้า การรักษา
ทำความสะอาดแผล แล้วทาด้วยทิงเจอร์ไอโอดีน ถ้ามีหนองในข้อจะ
รักษาได้ยากและอาจจำเป็นต้องตัดขาเหนือข้อที่อักเสบ
ควรป้องกันโดยการดูแลพื้นกรงอย่า ให้มีส่วนแหลมคมยื่นออกมาตำเท้ากระต่าย
3. โรคบิด (Coccidiosis) เกิดจากเชื้อโปรโตชัวพวกไอเมอร์เรีย
ได้แก่ Eimeria stiedac, E. irresdua, E.magna ฯลฯ การติดต่อจะเกิดจากโอโอซิส (Oocyst) ของเชื้อที่ปนมากับอาหารและน้ำ
อาการ ถ้าเป็นน้อยจะไม่แสดงอาการ
แต่ถ้าเป็นมากซึ่งมักพบในลูกกระต่ายจะทำให้ น้ำหนักลด ท้องเสีย
อาจถ่ายเป็นน้ำหรือมีเลือดปน และอาจทำให้ตายได้
การรักษา เลือกใช้ยาในกลุ่มซัลฟา
(Sulfa) หรือแอมโปรเลียม (Amprolium )
4. โรคพิซเชอร์ (Tizzer 's
disease) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชชื่อ แบซิลลัส ฟิลลิฟอร์มิส (Bacillus
pilliformis) มักพบ ในกระต่ายที่มีอายุ 7-12 สัปดาห์มากที่สุด
อาการ ท้องเสีย
ถ่ายเป็นน้ำหรือเลือด ในรายที่เกิดอย่างเฉียบพลันจะมีเลือดออก จากลำไส้ใหญ่ กระต่ายจะตายเนื่องจากเสียน้ำและเลือดมาก
การรักษา ให้ยาออกซี่เตตร้าชัยคลีน
(Oxytetracyclin) ละลายน้ำให้กิน
5. โรคติดเชื้อ อี.โค.ไล (Colibacillosis) เกิดจากการเพิ่มจำนวนของเชื้อ
E.coli
ในทางเดินอาหาร
กระต่ายจะมีอาการท้องเสีย อย่างรุนแรงและตายได้ การรักษา แก้ไขตามอาการ
อาจให้ยาปฎิชีวนะเพื่อลดจำนวนแบคทีเรียในลำไส้ ให้น้ำเกลือ ลดอาหารข้น
เพิ่มอาหารหยาบ
6. เอ็นเทอร์โรท๊อกซีเมีย (Enterotoxemia) เกิดจากเชื้อคลอสติเดียม
(Clostridium spp.) ทำให้กระต่ายท้องเสียหรือตาย อย่างเฉียบพลัน
การรักษาเช่นเดียวกับโรคติดเชื้ออีโคไล
7. ไรในหู (ear
mange or ear canker) เกิดจากไรพวกโชรอบเตส แคนิคุไล(Psoroptes
caniculi) อาการ จะเห็นแผ่นสีน้ำตาลคล้ายขี้หูซ้อนเป็นชั้นๆ ที่ด้านในของใบหู
ถ้าสังเกตุดีๆ จะพบตัวไรขนาดเล็กสีน้ำตาลจำนวนมาก
กระต่ายที่เป็นโรคนี้จะคันหูทำให้มันสั่นหัวและใช้เท้าเกาหู
บางตรังเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ทำให้มีหนองและมีกลิ่นเหม็น
การรักษา ทำความสะอาดด้านในของใบหู
เช็ดด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกใชด์(H202) แล้วทาด้วยขี้ผึ้งกำมะถันให้ทั่ว
ควรป้องกันโดยการตรวจหูกระต่ายเป็นประจำและทำความ
สะอาดกรงและอุปกรณ์การเลี้ยงเสมอๆ
8. ไรที่ผิวหนัง (skin
mange) เกิดจากไรพวก Sarcoptes scabei, var. cuniculi, Notedes cati
var. caniculi อาการ ผิวหนังเป็นสะเก็ดหนาและย่น ขนร่วง พบมากที่ปลายจมูก และขอบใบหู
การรักษา ขูดผิวหนังให้สะเก็ดหลุดออก
ทาด้วยขี้ผึ้งกำมะถัน ถ้ายังไม่หายควรปรึกษา สัตวแพทย์
การป้องกันและควบคุมทำเช่นเดียวกับโรคไรในหู
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)